โบสถ์กาลหว่าร์ สถาปัตยกรรมไทยสไตล์ตะวันตก

โบสถ์กาลหว่าร์ ประวัติและความเป็นมาของที่แห่งนี้

สวัสดีค่ะทุกท่าน กลับมาพบกันอีกเช่นเคยนะคะ วันนี้แอดมินก็มีงานสถาปัตยกรรมไทย ที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจมาก ๆ มาฝากทุกท่านกันค่ะ และที่แห่งนี้ ยังมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า วัดแม่พระลูกประคำ ( Holy Rosary Church ) เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ทรงกอทิก ตั้งอยู่ที่ซอยวานิช 2 แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร และต้องขอบอกก่อนเลยว่า โบสถ์แห่งนี้ไม่ใช่โบสถ์หลังแรก หากแต่เป็นโบสถ์หลังที่สาม ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อทดแทนโบสถ์หลังเดิม ที่ถูกทิ้งร้างภายหลังเพลิงไหม้ใหญ่ในปี พ.ศ. 2407 โบสถ์ในปัจจุบันได้สร้างขึ้น โดยคุณพ่อแดซาลส์ ชาวฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2434 ปัจจุบันโบสถ์มีอายุรวมแล้ว 130 ปี ถือเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุด แห่งหนึ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ซึ่งโบสถ์แห่งนี้นะคะ ก็จะได้รับการบูรณะใหญ่ในปี พ.ศ. 2500 ในสมัยที่คุณพ่ออาแมสตอย เป็นอธิการโบสถ์ และถือเป็นการฉลองครบ 60 ปีของโบสถ์กาลหว่าร์อีกด้วย การบูรณะครั้งล่าสุดคือในช่วงปี พ.ศ. 2526 – 2532 โดยมีบาทหลวงประวิทย์ พงษ์วิรัชไชย เป็นอธิการโบสถ์ในขณะนั้น ซึ่งในปัจจุบัน โบสถ์แห่งนี้ ก็ได้ขึ้นทะเบียนอนุรักษ์เป็นโบราณสถาน โดยกรมศิลปากรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โบสถ์แห่งนี้มีจุดเด่นที่สำคัญคือ รูปปั้น 2 รูปซึ่งเป็นสมบัติเก่าแก่ ตั้งแต่การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ได้แก่ รูปแม่พระลูกประคำ และ รูปพระศพของพระเยซูเจ้า โดยทั้งหมดนี้ยังคงเก็บรักษา และใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาจนถึงปัจจุบันนี้ และอธิการโบสถ์องค์ปัจจุบันคือ บาทหลวงไพทูรย์ หอมจินดา นั่นเองค่ะ

รายละเอียดของ โบสถ์กาลหว่าร์ แต่ละแห่ง

ซึ่งที่แห่งนี้ จะมีด้วยกันถึง สามหลัง ที่จะทำให้เรานั้น ได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติของที่แห่งนี้กันอย่างละเอียดนะคะ

1. โบสถ์หลังแรก ขณะนั้นมีคริสตังชาวโปรตุเกส 137 คน แต่ไม่มีบาทหลวงมาอยู่ประจำ มีเพียงบาทหลวงชาวฝรั่งเศส มาถวายมิสซาบ้างเป็นบางครั้ง เมื่อไม่มีบาทหลวงโปรตุเกสมาประจำอยู่ พวกเขาค่อย ๆ ยอมรับมุขนายกชาวฝรั่งเศส ซึ่งได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้อง จากสมเด็จพระสันตะปาปา ดังนั้นพระคุณเจ้าฟลอรังส์ จึงเข้าปกครองโบสถ์กาลหว่าร์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1822 เป็นต้นมา

2. โบสถ์หลังที่สอง คุณพ่อ อัลบรังค์ มาถึงกรุงเทพฯ ในปี ค.ศ. 1815 ประจำอยู่ที่โบสถ์อัสสัมชัญ ท่านได้ติดต่อกับชาวจีนกลุ่มหนึ่ง และท่านได้ไปโปรดศีลล้างบาป ให้ชาวจีนกลุ่มนั้นที่โบสถ์อัสสัมชัญ ต่อมาในปี ค.ศ. 1837 ท่านได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านพักบาทหลวง ที่โบสถ์เพื่อให้เกิดความสะดวก ในการดูแลคริสตังชาวจีน ที่ทำมาค้าขายอยู่ในบริเวณนี้ และ ณ ที่นี้เอง ท่านได้สร้างศาลาใหญ่ ทำด้วยไม้ไผ่มุงแฝก เพื่อเป็นที่สอนคำสอน แก่คริสตังใหม่ด้วย

และสุดท้าย 3. โบสถ์หลังที่ 3 ในปี ค.ศ. 1879 คุณพ่อเดสซาลส์ มาปกครองโบสถ์ก็ได้พยายาม บูรณะซ่อมแซมโบสถ์หลังที่ 2 แต่ก็สุดที่จะกระทำได้ เพราะชำรุดทรุดโทรมมาก จึงได้ทำการรื้อเมื่อปี ค.ศ. 1890 และย้ายไปทำมิสซา ที่ตึกบริเวณโบสถ์แทน ระหว่างนั้นเองคุณพ่อได้พยายามวิ่งเต้นเพื่อหาเงินจัดสร้างใหม่ขึ้นแทน โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากกลุ่ม พ่อค้าคริสตังจีนที่ได้ก้าวขึ้นมา เป็นผู้นำในธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ที่กำลังรุ่งเรือง คือ กลุ่มพ่อค้าบริษัทเคียมฮั่วเฮงและบ้วนฮั่วเส็ง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับตึกที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ที่แอดมินนำมาฝากทุกท่านในวันนี้ น่าสนใจมาก ๆ เลยใช่มั้ยล่ะคะ ถ้าใครที่อยากจะสนใจ ที่จะศึกษาพวกงานสถาปัตยกรรมกอทิคใกล้ ๆ อย่างไทยเรา แอดมินก็แนะนำที่แห่งนี้ไว้อีกที่เลยค่ะ

o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o

อ่านเพิ่มเติม วรรณกรรม แล้วความรักก็ถูกเผาเป็นบุหรี่

o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o

เครดิต คาสิโนออนไลน์เว็บตรง