ตึกมารีน่าเบย์ สถาปัตยกรรมสุดเจ๋งจากสิงคโปร์

จุดกำเนิดของมารีน่าเบย์แซนด์          ตึกมารีน่าเบย์ หากพูดถึงประเทศในแถบอาเซียน ที่มีเมอไลอ้อนเป็นสัญลักษณ์ประเทศล่ะก็ คงจะไม่มีใครไม่รู้จักที่นี่นะคะ กับสิงคโปร์ ที่ประเทศนั้นเป็นเกาะและเป็นเมืองของเศรษฐกิจอีกด้วย ซึ่งการสร้างตึกแห่งนี้ ก็มีที่มาที่ไป ที่ทุกคนต้องคาดไม่ถึงแน่ ๆ ค่ะ มารีน่าเบย์แซนด์ คือ อาคารที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญบริเวณอ่าวมารีน่า โดยพื้นที่ด้านในประกอบไปด้วยโรงแรม ห้างสรรพสินค้า จุดชมวิว พิพิธภัณฑ์ คาสิโน และโรงภาพยนตร์ ถือเป็นอาคารที่มีมูลค่าในการก่อสร้างสูงที่สุดในโลก ด้วยงบประมาณ 8 พันล้านดอลล่าร์สิงคโปร์ หรือเกือบสองแสนล้านบาทไทยรวมถึงส่วนของ แซนด์สกายพาร์ค ที่เป็นสระว่ายน้ำและจุดชมวิวบนอาคารมารีน่าเบย์แซนด์ ที่เป็นสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และยังตั้งอยู่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย ซึ่งเหตุผลที่เค้าได้สร้างสถาปัตยกรรมสุดเจ๋งนี้ ก็มาจากการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนั่นเอง ที่ในอดีตนั้นประเทศมีสภาพคล่องทางเศรษฐกิจค่อนข้างย่ำแย่ ทำให้ประเทศขาดรายได้ จึงได้มีการกำหนดแนวทางเพื่อหารายได้เข้าประเทศมากขึ้น และหนึ่งในนั้นก็คือการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งก็ทำสำเร็จค่ะ เพราะเป็นแลนด์มาร์คที่ใคร ๆ ก็ต่างอยากไป ทั้งอยู่กลางใจกลางเมือง และมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน รูปทรงของอาคาร มีด้วยกันทั้งหมด 3 อาคารซึ่งถูกออกแบบ ให้เหมือนกับสำรับไพ่ เพื่อสะท้อนถึงการ เป็นศูนย์กลางของคาสิโน และยังมีรูปร่างคล้ายเรือ…

The Scream สถาปัตยกรรม ที่ใคร ๆ ต่างรู้จัก

The Scream ประวัติจิตรกร ผู้สร้างงานภาพนี้ เขาผู้นี้ มีชื่อจริงว่าEdvard Munch หรือเรียกชื่อเล่นว่า มุงก์ เกิดเมื่อ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1863 – 23 มกราคม ค.ศ. 1944 เป็นศิลปินชาวนอร์เวย์ ที่โด่งดังมากที่สุดคนหนึ่งในยุคสมัยนั้น และยังทำได้มากกว่าวาภาพ เพราะเขาเป็นทั้งจิตรกรและช่างภาพพิมพ์ไม้ ภาพพิมพ์หิน และภาพพิมพ์กัดกรด และเขาเป็นหนึ่งในศิลปินลัทธิสัญลักษณ์นิยม และได้รับการกย่องให้เป็นคนสำคัญในการพัฒนาลัทธิสำแดงพลังอารมณ์ในเยอรมนีและยุโรปกลาง และผลงานของเขาที่ได้รับความนิยมก็เพราะว่าผลงานที่เขาทำนั้นมันได้สะท้อนถึงความทุกข์ยากและความขัดแย้งต่าง ๆ ในชีวิต โดยเล่าผ่านเรื่องราวที่เขาได้ประสบพบเจอมาตั้งแต่ยังเด็ก ในความทรงจำที่ค่อนข้างเป็นแผลในใจสำหรับเขา ทั้งในเรื่องทัศนคติ ความรัก ความรู้สึกแย่ ๆ หรือสิ่งเลวร้ายผ่านผืนผ้าใบลงไปในผลงาน มันทำให้คนมองได้มองเห็นปัญหา ที่มันสะท้อนเข้าไปในตัว และสีที่ค่อนข้างชัดเจน มันเลยทำให้ ภาพของเขานั้น ได้รับความนิยมในยุคนั้น และภาพของเขา มักจะวาดโดยแสดงปัญหาสังคมและความกังวลของมนุษย์ ในยุคนั้น ก็ถือว่าเขาก็เป็นอีกหนึ่งคนที่โด่งดังมากในเยอรมนี แต่ทันทีที่ผลงานของเขาร่วมแสดงในนิทรรศการ Verein Berliner…

Reasons To Stay Alive รีวิววรรณกรรมเหตุผลที่ยังมีชีวิตอยู่

Reasons To Stay Alive รู้จักหนังสื กันเถอะ ในวันเวลา ที่เราเติบโต วินาทีที่ผ่านไปแต่ละวัน ยิ่งเติบโต บาดแผลความเจ็บปวด ก็กลับยิ่งลึก แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ทำให้เรา แหลกสลายได้ง่ายกว่าที่คิด หากใครกำลังรู้สึกสับสนกับเส้นทางชีวิต หรือกำลังหนทาง แอดมินมีหนังสือที่แอดมินได้อ่านแล้วรู้สึกว่า อ่านแล้วได้ข้อคิดในการใช้ชีวิตต่อไป จึงอยากมาแบ่งปันเพื่อน ๆ กันค่ะ ซึ่งในเนื้อหาเล่มนี้ เขาได้บอกเล่าถึงประสบการณ์ของเขา กับช่วงเวลาที่เขาแหลกสลาย นำมาเขียนเพื่อช่วยทุกคนให้มีทางออกเมื่อถึงวันที่ท้องฟ้าของเรามันไม่ได้สดใสแบบเดิมค่ะซึ่งผู้เขียนใช้เวลาถึง10กว่าปี ที่จะรวบรวมเรื่องราวของเขาในช่วงเวลาที่เขาเผชิญกับสภาวะซึมเศร้า ในช่วงอายุ 24 ปี ซึ่งอายุ24 – 30นั้นมีผลงานวิจัยมากมากมายว่าเป็นวัยของช่วงที่อาจเกิดสภาวะซึมเศร้ามากที่สุด เพราะยังเป็นช่วงของการเริ่มต้นชีวิตวัยของการเริ่มต้นทำงานที่บางครั้งมันก็ไม่ได้ดั่งที่ใจเราหวังเสมอและการเข้าสู่สภาวะซึมเศร้าอย่างขัดไม่ได้ เพราะโรคซึมเศร้านั้นคนที่มองเห็นได้ก็มีแค่เราคนเดียวเท่านั้นและการที่จะให้คนรอบข้างเข้าใจเรานั้น มันก็ยากมากๆ และหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนคือแมตต์เฮกได้บอกเล่าว่าเล่มนี้จะไม่ได้บอกถึงวิธีหรือทางออกของการออกจากโรคซึมเศร้าแต่จะเป้นอีกหนังสือเล่มหนึ่ง ที่จะปลอบประโลมจิตใจ และจะเป็นเพื่อนคุณยามที่คุณต้องการคนที่เข้าใจกับสิ่งที่คุณกำลังเผชิญอยู่และคุณกำลังมีสิ่งที่ดี โลกและชีวิตที่ดี กำลังรอคุณอยู่ในปลายทางข้างหน้า และเป็นการบอกเล่าเหตุการณ์ ระหว่างที่เขาเป็นเพราะจะเป็นการบอกประสบการณ์จริงของเขาที่จะมีวิธีการและหนทางรับมือกับโรคซึมเศร้านี้และจะทำให้คุณรู้เลยว่าไม่ได้มีคุณคนเดียวที่อยู่บนโลกนี้ลำพัง Reasons To Stay Alive…

PIETA งานประติมากรรมอันโด่งดังของไมเคิล แองเจโล

PIETA ประวัติความเป็นมาของผลงาน สวัสดีค่ะทุกท่านวันนี้แอดมินจะพาทุกท่านไปเรียนรู้ และศึกษาประวัติศาสตร์สิลปะของโลกตะวันตก ที่มีผลงานอันโดดเด่น ให้ทุกท่านได้รู้จักกันค่ะ เป็นผลงานที่มีชื่อว่าปีเอต้ามาจากภาษาอิตาลีที่แปลว่า ความสงสาร ซึ่งก็เป็นรูปปั้นพระแม่มารีประคองร่างพระเยซูที่เอาลงมาจากกางเขนอยู่นั่นเอง ปละผลงานชิ้นนี้ก็เป็นอีกผลงานชิ้นหนึ่งของศิลปินชื่อดังของยุคนั้น ก็คือ ไมเคิลแองเจโล หรือชื่อเต็มว่า มิเกลันเจโล บูโอนาร์โรตีเขาเป็นศิลปินประติมากร ที่อยู่ในช่วงยุคเรเนซองส์ และฝีไม้ลายมือของเขานั้น ก็ยังได้ทรงอิทธิพลในฐานะประติมากรอีกด้วย ซึ่งรูปปั้นนี้ เขาได้ใช้การแกะสลักเพียงแค่ 24ครั้งเท่านั้นโหดมากและถึงแม้จำนวนครั้งจะน้อยถึงเพียงนี้ แต่ก็ต้องขอบอกเลยว่าผลงานก็สำเร็จลุล่วงและยังมีความสวยงามสมจริงอีกด้วย แต่ก่อนจะมาเป็นงานประติมากรรมแบบที่เรารู้จักกันนี้ ที่ยังคงเป็นผลงาน ระดับมาสเตอร์พีชของเขา ที่สร้างสรรค์ความงดงามให้ชาวโลกได้เห็นนี้ ปีเอต้าคือ ศิลปะคริสต์ศาสนาชิ้นหนึ่ง ซึ่งเขาเองก็ได้นับถือศาสนาคริสต์และยังได้สลักโดย พระเมมารีกำลังอุ้มร่างลูกชายของตน นั่นก็คือพระเยซู กำลังอุ้มบนตักของเธอเอง โดยหลังจากเขาถูกตรึงที่ไม้กางเขน ผลงานชิ้นนี้ก็ยังคงเป็นผลงานที่สื่อถึงศิลปะในยุคนั้น ที่ได้มีการสลักที่มีลักษณะโดดเด่นของยุคศิลปะตะวันตก ในยุคนั้น ๆ ในระหว่างที่กำลังทำงานให้เสร็จนั้น เขาได้ออกแบบให้พระแม่มารียังเป็นเพียงหญิงสาวที่มีลูกชายวัยเพียงแค่ 33 ปีเท่านั้น และเขาก็ยังได้พยายามที่จะ แสดงออกให้เห็น ถึงสัญลักษณ์ความบริสุทธิ์ผ่านพระแม่มารีที่ยังคงความเยาว์วัย เป็นสาวบริสุทธิ์เอาไว้ ปิเอต้าเป็นผลงานชิ้นเดียวที่ไมเคิลแองเจโลได้เซ็นลายเซ็นต์ของเขาเอาไว้ โดยลายเซ็นของเขาสามารถสังเกตเห็นได้แถวๆช่วงอกของพระแม่มารีอีกด้วย PIETA การเดินทางไปเยี่ยมชมงาน ต้องเล่าถึงความยิ่งใหญ่ก่อนว่า…

จิตรกรรมฝาผนัง The Last Supper

ประวัติความเป็นมาของภาพ The Last Supper         จิตรกรรมฝาผนัง The Last Supper สวัสดีค่ะ มีใครชื่นชอบงานภาพสไตล์เรเนซองค์ กันไหมคะ วันนี้แอดมินจะพาทุกท่านไปรับชมจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามมาก ๆ อีกภาพหนึ่งในยุคท้ายเรเนซองค์ และเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ศิลปินท่านนี้กันค่ะ ซึ่งเป็นภาพวาดของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ศิลปินแห่งยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการตอนสูง ที่สร้างสรรค์ผลงานดยุกลูโดวีโก สฟอร์ซา ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ของเขา โดยดาวินชีได้วาดภาพนี้ขึ้นตามเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ที่มีชื่อไทยว่า อาหารมื้อสุดท้าย ซึ่งเป็นภาพของพระเยซูและสาวกทั้ง 13 ที่กำลังร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ก่อนที่วันรุ่งขึ้น พระเยซูจะถูกตรึงไม้กางเขน เพื่อไถบ้านให้แก่ผู้คน ซึ่งอยู่ในพระคัมภัร์ยอห์นที่ 13 โดยภาพนี้เขาใช้เวลาวาดภาพอาหารมื้อสุดท้ายนี้ยาวนานถึง 4  ปี และถูกวาดบนผนังห้องอาหารในคฤหาสน์ของท่านดยุก นับว่าเป็นภาพวาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเขาที่ยังคงสภาพให้มองเห็นได้ในปัจจุบัน และยังเป็นหนึ่งในผลงานจิตรกรรมสำคัญที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกที่นักท่องเที่ยวหากใครได้ไปเมืองนี้ ก็จะต้องไปชื่นชมความงดงามและความอัจฉริยะของดาวินชี ในเทคนิคการวาดให้สวยงาม o o o o o o o o…

แนะนำวรรณกรรมเรื่อง หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว

หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว เรื่องนี้บอกเล่าอะไรบ้าง สวัสดีค่ะ วันนี้แอดมินมีวรรณกรรมที่เรียกได้ว่านักอ่านหลาย ๆ คน ต้องอยากทำเป้าว่าต้องอ่านเล่มนี้ให้จบให้ได้ เพราะมีนักอ่านหลายคนที่ต่างก็มารีวิวกันว่า เป็นอีกเล่มที่ควรอ่านมาก ๆ วันนี้แอดมินก็เลยมีเนื้อเรื่องเล็ก ๆ มาให้ทุกท่านลองอ่านกันดู และเมื่อแอดมินอ่านจบแล้ว ก็อยากบอกต่อเพราะมันดีมาก ๆ เลยค่ะ ซึ่งเล่มนี้เขียนโดยกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ที่แปลจากภาษาสเปนโดย คุณชนฤดี ปลื้มปวารณ์ จากสำนักพิมพ์บทจร ที่หน้าปกได้เกริ่นไว้ว่าด้วยประวัติศาสตร์ครอบครัวบวนเดียกับเมืองสมมติ มาก็อนโด ที่รุ่งโรจน์สู่ความเสื่อมโทรม พร้อมด้วยเรื่องราวของสงครามกลางเมือง ความเหลื่อมพร่าของความจริง-ความลวง อดีต-ปัจจุบัน ซึ่งภายในนั้นจะได้บอกเล่าทำให้เราอ่านได้เรื่อย ๆ เพลิน ๆ ทำให้ไม่ตึงมากเกินไป และทำให้เราได้เห็นอีกมุมมองที่เราไม่เคยได้สัมผัสมัน ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่แต่งงานกับลูกพี่ลูกน้อง ซึ่งในตำนานถ้าพี่น้องแต่งงานกันเอง จะออกลูกมีหางหมู ทำให้ฝ่ายหญิงปกป้องตัวเองไม่มีเซ็กส์เพราะกลัวลูกมีรูปร่างประหลาด จนฝ่ายชายถูกเพื่อนล้อว่าไม่มีน้ำยา จนเขาได้เผลอฆ่าเพื่อนออกไปจนวิญญาณของเพื่อนได้ตามหลอกหลอน จนคู่สามีภรรยา ต้องยายออกจากเมืองไป และก็ได้คลอดลูก และสร้างเมืองกัน ทำให้เกิดเรื่องราวมากขึ้น ทั้งสังคม เศรษฐกิจ…

วัดพระธาตุลำปางหลวง สถาปัตยกรรมล้านนาที่ยังหลงเหลืออยู่

วัดพระธาตุลำปางหลวง ประวัติความเป็นมา หากนึกถึงจังหวัดลำปาง แน่นอนว่าก็ต้องนึกถึงวัดคู่บ้านคู่เมืองลำปางมาแต่โบราณ ตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี ที่ยังคงเป้นวัดตามฉบับขแงชาวล้านนาที่แปลนตรงกับตำรา ที่ยังคงมีให้เห็น และวัดแห่งนี้ยังเป็นพระธาตุประจำปีฉลูอีกด้วย ซึ่งวัดแห่งนี้ ได้มีมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นวัดที่ยังมีอาคารไม้ที่ถือได้ว่าสมบูรณ์อีกที่หนึ่งของประเทศไทย ที่ยังมีให้พบเห็นกัน และเริ่มสร้างในปีฉลูและเสร็จสิ้นในปีฉลูเช่นเดียวกัน ในส่วนขององค์พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดที่มีฐานเป็นบัวลูกแก้ว ส่วนองค์เป็นทรงกลมแบบล้านนา ภายนอกบุด้วยทองจังโกยอดฉัตรทำด้วยทองคำมีลายสลักดุนเป็นลวดลายประจำยามแบบต่าง ๆ ซึ่งลักษณะเจดีย์แบบนี้ได้ส่งอิทธิพลต่อพระธาตุหริภุญไชยและพระบรมธาตุจอมทอง ซึ่งเป็นไปตามแบบฉบับของล้านนาเลยจริง ๆ แบบดั้งเดิมค่ะ ซึ่งใน ปัจจุบันนี้ ไม่ได้มีให้เห็นมากนัก โดยภายในองค์พระเจดีย์บรรจุพระเกศาและพระอัฐิธาตุจากพระนลาฎข้างขวาพระศอด้านหน้าและด้านหลัง ที่รั้วทองเหลืองรอบองค์พระธาตุมีรูกระสุนปืนที่หนานทิพย์ช้างยิงท้าวมหายศปรากฏอยู่ พระแก้วดอนเต้าหรือพระแก้วมรกต อันเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดลำปางอีกด้วย วัดแห่งนี้มีวิหารขนาดใหญ่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2019 โดยเจ้าหมื่นคำเป๊ก ภายในมีซุ้มปราสาททองอันเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าล้านทอง ที่ไม่ได้ปรากฏที่มาการสร้างแต่ประมาณการว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 700 ปี เดิมเป็นวิหารเปิดโล่ง หน้าบันเป็นลายดอกไม้ติดกระจกสี ภายในประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ อาคารก่ออิฐถือปูนพุทธศิลป์แบบศิลปะเชียงแสน และที่สำคัญยังปรากฏเงาพระธาตุภายในวิหารอีกด้วย วิหารน้ำแต้ม โดยวิหารแห่งนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวิหารภาพเขียนสี ที่ได้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2044 เป็นวิหารเปิดโล่งที่เก่าแก่ที่สุดหลังหนึ่งในภาคเหนือ และยังเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต…

แนะนำหนังสือ ATOMIC HABITS

ATOMIC HABITS เป้าหมายของผู้เขียน          หากใครกำลังมองหาหนังสือ ที่กำลัง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเอง ที่ใครต่อใครก็ทำลิสต์ การปรับปรุงตัวเองให้ได้ดีขึ้นนั้น และตั้งเป้าหมายตนเอง แต่การที่เรามีเป้าหมายนั้น มันคงจะไม่สำเร็จได้ ถ้าเราไม่เกิดการพยายาม ที่จะทำมัน และหนังสือเล่มนี้ก็เป็น การอ่านเพื่อปรับนิสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ จนทำให้เกิดเป็นนิสัย ที่ติดตัวเราไปจนตายค่ะ โดยในเนื้อหา จะสื่อ และมีความใบ้ทริคให้แต่ละทริค ว่าควรทำอย่างไร และไม่ต้องให้ตนเอง อยู่ในวงจรเดิม ๆ อีกต่อไป โดยในเนื้อหานี้ จะมีตั้งแต่ เริ่มต้น การเริ่มต้นหาว่ามีวิธีการอย่างไรที่จะเริ่มทำสิ่ง ๆ นั้นให้สำเร็จ อย่างในเนื้อหาเล่มนี้ ที่เขาได้ยกตัวอย่างการลดน้ำหนักของเขา โดยเริ่มค่อย ๆ เปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน ค่อย ๆ ทำตามพฤติกรรมตนเอง ทีละ 1% ทีแม้บางคน จะคิดว่า 1% มันจะเล็กน้อย แต่ถ้าหากเราทำซ้ำ ๆ…

วอลเดน วรรณกรรมที่สอนให้รู้จักชีวิต

วอลเดน กว่าจะมาเป็นวรรณกรรมนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง เป็นหนึ่งในงานเขียนของ เฮนรี่ เดวิด ธอโร หนังสือเล่มสำคัญที่มีอิทธิพลกับความคิดของ มหาตมะ คานธี, จอห์น เอฟ เคนเนดี, มาร์ติน ลูเทอร์คิง, ลีโอ ตอลสตอย, เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์และเป็นหนังสือที่ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือโปรดของใครต่อหลายๆคน แต่ยังเป็นหนังสือที่เปลี่ยนมุมมองชีวิตของเราไปตลอดกาล ที่มีพลังที่เป็นแรงบันดาลใจให้ความคิดของผู้อ่านหลายต่อหลายคน และเปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิตของคนความรู้สึกที่อยู่ลึกๆภายในจิตใจของผู้อ่านให้ปลดล็อคมันออกมาค่ะ เฮนรี่ เดวิด ธอโร เป็นนักเขียนและนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติชาวอเมริกัน หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาเดินทางกลับบ้านเกิด เพื่อทดลองกลับไปใช้ชีวิตแบบสมถะเรียบง่าย ในกระท่อมไม้ซุงสร้างเองริมบึงวอลเดนอันเป็นที่มาของงานเขียนชิ้นนี้ ด้วยพื้นฐานความคิดว่า “มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแห่งความสิ้นหวังอย่างเงียบงัน” เขาจึงมุ่งหวังว่าความสงบ ความสันโดษ ธรรมชาติที่บริสุทธิ์สะอาดริมบึงวอลเดน จะช่วยให้เขาเข้าใจความหมายของชีวิตได้อย่างถ่องแท้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดังที่เขาได้บันทึกไว้ทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ โดยผู้เขียน ได้เริ่มเขียนตั้งแต่ในช่วง ปี 1845 ที่ชื่อหนังสือนั้น คือชื่อของบึงที่มีความเป็นธรรมชาติ สะอาดและบริสุทธิ์ตามที่กล่าวมาข้างต้นเลยค่ะ วอลเดน รีวิวหลังได้อ่านจบ จากที่แอดมินได้อ่านนั้นพอได้นึกภาพตามที่ผู้เขียนได้เล่าทำให้แอดมินอยากทราบความคิดความรู้สึกของเขา ณ ตรงนั้นมากขึ้น และพออ่านมันทำให้แอดมินอยากลองไปค้นหาความจริงที่ป่า แบบไปอาศัยอยู่ในนั้น…

หอไอเฟล งานสถาปัตยกรรมโครงเหล็ก ที่ใคร ๆ ก็อยากไป

หอไอเฟล ประวัติความเป็นมาที่คาบเกี่ยวช่วงเปลี่ยนผ่านของศิลปะ ปารีส นอกจากจะขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองน้ำหอมแล้ว ยังขึ้นชื่อถึงเรื่องแฟชั่นที่ล้ำหน้า เรียกได้ว่า หากมาที่นี่ คุณจะได้สัมผัส และเจอผู้คนแต่งตัวไม่ซ้ำใคร เป็นตัวของตัวเองกันสุด ๆ และนอกจากแฟชั่นและน้ำหอมแล้ว หากใครมาที่ปารีสล่ะก็ต้องไม่พลาดมาถ่ายรูปคู่งานสถาปัตยกรรมสุดเจ๋งชิ้นนี้ ที่ไม่ว่าใครต่อใคร ที่มาต้องมาเช็คอินแล้วถ่ายคู่กันเสมอ เปรียบเหมือนแลนด์มาร์คที่ใคร ๆ ต้องถ่ายอัฟลงโซเชียลกันหมดแล้ว และวันนี้ แอดมินจะพาไปรู้จักกับงานชิ้นนี้กันให้มากขึ้นค่ะ ทุกท่านต่างรู้จักสถานที่นี้กันเป็นอย่างดีแล้วเพราะเอาไว้ถ่ายรูปกันชิคๆจิบไวน์ที่โรงแรมที่มองเห็นวิวสวยๆของตึกนี้ แต่มีใครรู้บ้างคะว่าก่อนจะมาเป็นแหล่งเช็คอิน ตึกแห่งนี้เคยเป็นซุ้มทางผ่านมาก่อนใช่ค่ะอ่านไม่ผิดในช่วงที่ก่อสร้างนั้นเอาไว้ใช้เพื่อเป็นซุ้มทางผ่านสำหรับเข้างานแสดงสินค้าโลก ในปี ค.ศ.1889(Exposition universelle de Paris de 1889)เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 100ปีที่ได้มีการปฏิวัติฝรั่งเศส จนได้กลายเป็นสิ่งก่อสร้างเชิงสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส ที่ใครต่อใครใคร่ได้มาเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิต ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดย อเล็กซองดร์ กุสตาฟ ไอเฟล รับบทสถาปนิกและวิศวกรคนเดียวไปเลยสิคะซึ่งผู้ออกแบบคนนี้ก็เป็นคนในพื้นที่คือเป็นคนฝรั่งเศสนั่นเองซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบพวกโครงสร้างเหล็กเป็นทุนเดิมอยู่แล้วได้ออกแบบกับเหล็กเพราะเป้นช่วงที่อุตสาหกรรมเหล็กกำลังเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ชื่อของสิ่งก่อสร้างนี้ก็ตั้งตามชื่อนักออกแบบเลยค่ะ ซึ่งก็กินเวลาในการก่อสร้างนาน 2 ปี 2 เดือน 5 วัน โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ ปีค.ศ. 1887 เสร็จสิ้นในปี…